หน้าแรก | ติดต่อเรา
  ประวัติ | โครงสร้างองค์กร | ข่าวประชาสัมพันธ์ | ข่าวประกาศ | สาระน่ารู้ | หลักสูตร
  สาระน่ารู้
คู่มือกฎหมายและคดีทางการแพทย์ สำหรับแพทย์
..อ่านทั้งหมด  

» ประวัติความเป็นมา

          นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์ผู้ให้การรักษาเป็นพื้นฐานที่สำคัญของกระบวนการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม แพทย์และบุคคลากรทางการแพทย์เป็นที่ยอมรับนับถือและเป็นที่พึ่งให้กับผู้ป่วยและญาติที่ต้องการความช่วยเหลือ เปรียบดังคำพูดที่ว่า “ยาขอหมอวาน” แต่ในปัจจุบันความสัมพันธ์ได้แปรเปลี่ยนไปด้วยเหตุปัจจัยต่างๆรวมถึงการเปลี่ยนแปลงของการดูแลสุขภาพที่กำลังกลายเป็นการ”บริการ” ที่มีผู้ให้บริการฝ่ายหนึ่งและผู้รับบริการอีกฝ่ายหนึ่ง การบริการกลายเป็นสิทธิของประชาชน ทำให้ความสัมพันธ์อันดีที่มีกันมาแต่ดั้งเดิมเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับการดูแลสุขภาพมีความซับซ้อนและให้ผลที่ไม่แน่นอน ทางฝ่ายผู้รับบริการมีความคาดหวังสูง ผลลัพธ์จึงอาจไม่เป็นไปตามที่คาดหวังและเหตุไม่พึงประสงค์สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ จึงทำให้เกิดปัญหาขัดแย้งในระบบการแพทย์และสาธารณสุขตามมา มีความหลากหลายของปัญหา นอกจากนี้ปัญหายังไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแต่มีความซับซ้อนของผู้เกี่ยวข้องมากขึ้นเรื่อยๆ ความขัดแย้งได้บั่นทอนกำลังใจ ความเชื่อมั่นศรัทธาต่อระบบการแพทย์และสาธารณสุข ทั้งจากบุคลากรสาธารณสุขและจากประชาชนผู้รับบริการด้วย

          จากผลกระทบของปัญหาความขัดแย้งทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่ยิ่งนับวันจะเพิ่มและทวีความรุนแรงอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้สัมพันธภาพที่ดีระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการเกิดการสั่นคลอนและการแพทย์เชิงธุรกิจเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ฝ่ายประชาชนเรียนรู้มากขึ้นและคาดหวังต่อระบบทุกระบบมากขึ้น ทำให้ฝ่ายบริหารเห็นความสำคัญว่าการมีระบบไกล่เกลี่ยด้านการแพทย์และสาธารณสุข จะช่วยเยียวยาทำให้เกิดความเข้าใจ ลดช่องว่าง ฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการ และลดการฟ้องร้องสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขได้

          แนวคิดด้านการจัดการความขัดแย้งทางการแพทย์และสาธารณสุขด้วยสันติวิธี โดยการเจรจาไกล่เกลี่ยริเริ่มขึ้นในปี 2545 โดยนายแพทย์บรรพต ต้นธีรวงศ์ นายแพทย์ 10 ที่ปรึกษาระดับกระทรวง ด้านเวชกรรมป้องกัน ซึ่งเห็นว่าเป็นแนวคิดที่สามารถนำมาประยุกต์ให้เหมาะสมกับบริบทของสังคมการแพทย์และสาธารณสุข จึ่งได้เริ่มนำองค์ความรู้เรื่องการจัดการความขัดแย้งด้านการแพทย์และสาธารณสุขด้วยสันติวิธีโดยการเจรจาไกล่เกลี่ย นำมาพัฒนาเป็นหลักสูตรเพื่อสร้างทักษะให้กับบุคลากรสาธารณสุขทุกระดับ การดำเนินการดังกล่าวของกระทรวงสาธารณสุขยังสอดรับกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในอันที่จะสร้างความปรองดองสมานฉันท์ในระบบการแพทย์และสาธารณสุข

          ศูนย์สันติวิธีสาธารณสุข จึงได้จัดตั้งขึ้นตามคำสั่งสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ 2032/2547 ลงวันที่ 24 กันยายน 2547 เพื่อให้การดำเนินงาน การพัฒนาทักษะความสามารถบุคลากร การแสวงหาและพัฒนาองค์ความรู้การจัดการความขัดแย้งในระบบการแพทย์และสาธารณสุขด้วยสันติวิธีโดยการเจรจาไกล่เกลี่ย เพื่อเป็นการให้การสนับสนุนนโยบายสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ตลอดจนยุทธศาสตร์กระทรวงสาธารณสุขในการพัฒนาระบบและกระบวนการในการทำงานที่เอื้อให้งานด้านสุขภาพบรรลุผลสัมฤทธิ์และสอดคล้องกับแนวทางการบริหารจัดการที่ดี เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีเอกภาพด้วยความเรียบร้อย เหมาะสม และบรรลุวัตถุประสงค์

 

วิสัยทัศน์
องค์กรแห่งการประสาน และส่งเสริมวัฒนธรรมสันติวิธีให้กับระบบสาธารณสุขของกระทรวงสาธารณสุข

 

พันธกิจ 
ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายต่างๆในการแสวงหาความรู้เกี่ยวกับสันติวิธี เพื่อส่งเสริมให้ระบบสาธารณสุขไทยเกิดแนวคิดในการนำสันติวิธีไปจัดการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง เพื่อมุ่งสู่การสร้างเสริมสัมพันธภาพและความสมานฉันท์

ยุทธศาสตร์ด้านการดำเนินงาน

1.ยุทธศาสตร์การสร้างวัฒนธรรมสันติวิธี

          - แสวงหา พัฒนาองค์ความรู้ นำสู่การพัฒนาบุคลากรภายใน/นอก สธ

          - พัฒนศักยภาพบุคลากร

          - พัฒนาระบบบริการ ให้เกิดกระบวนการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธีในรูปแบบต่างๆที่เหมาะสม

          - พัฒนา แก้ไข กฎหมาย ข้อบังคับ เพื่อส่งเสริมการให้สันติวิธีวัฒนธรรม

2.ยุทธศาสตร์การพัฒนาเครือข่าย 

          - รวบรวมภาคีเครือข่าย

          - กำหนดแนวทางการทำงานร่วมกัน การประสาน ติดต่อ สนับสนุนการทำงานร่วมกัน

          - พัฒนาระบบการจัดการองค์ความรู้ สู่การปฏิบัติ และเรียนรู้ในองค์กรสาธารณสุข

3.ยุทธศาสตร์งานวิจัยและการจัดการความรู้ 

          - วิจัยประเด็นต่างๆเพื่อให้เกิดความชัดเจนในสถาณการณ์

          - วิจัย พัฒนาองค์ความรู้ในการจัดการความขัดแย้งที่เหมาะสมกับระบบสาธารณสุข

          - สร้างคลังข้อมูลการจัดการความขัดแย้งทางการแพทย์และสาธารณสุข

4.ยุทธศาสตร์การบริหาร เพื่อการจัดการความขัดแย้ง

          - ประสานการจัดการความขัดแย้ง

          - บริการการจัดการความขัดแย้ง

          - สนับสนุนหน่วยบริการในการจัดการความขัดแย้งทั้งในรูปที่ปรึกษา วิชาการ และอื่นๆ

          - จัดการกองทุนชดเชยในการแก้ไขปัญหา

 

เป้าหมายในการพัฒนางาน

ระดับที่ 1  การพัฒนาบุคลากรสาธารณสุข มีหลักสูตร 3 หลักสูตร

- หลักสูตรแนวคิดพื้นฐานการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธีโดยการเจรจา

ไกล่เกลี่ย ใช้เวลาในการอบรม 4 วัน

หลักสูตรนักเจรจาไกล่เกลี่ยคนกลางใช้เวลาในการอบรม 5 วัน

- หลักสูตรวิทยากรการจัดการความขัดแย้ง(อยู่ระหว่างดำเนินการ)

ในปัจจุบันมีผู้ผ่านการอบรมทั้ง 2 หลักสูตรครอบคลุมทุกจังหวัด  กระจายตามโรงพยาบาลศูนย์ และโรงพยาบาลทั่วไปทุกแห่ง

 

ระดับที่ 2  การพัฒนาระบบและการพัฒนาเครือข่าย

          การจัดตั้งระบบไกล่เกลี่ยด้านสาธารณสุขและช่องทางการเข้าสู่ระบบ โดยในปีงบประมาณ 2552 เรื่องการจัดการความขัดแย้งได้ถูกจัดให้เป็นตัวชี้วัดในคณะที่ 13 การสร้างเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่ดีและธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการ รหัสตัวชี้วัด 1301 ชื่อตัวชี้วัด ให้มีการจัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยด้วยสันติวิธีหรือที่ใช้ชื่อเป็นอย่างอื่น และมีกระบวนการจัดการความขัดแย้งทางการแพทย์และสาธารณสุขด้วยวิธีการเจรจาไกล่เกลี่ยด้วยสันติวิธี เกณฑ์อย่าน้อยจังหวัดละ 1 แห่ง และมีการดำเนินการผ่านเกณฑ์คะแนนไม่น้อยกว่า 12 คะแนน โดยทางศูนย์สันติวิธีสาธารณสุขได้คัดเลือกผู้ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรนักเจรจาไกล่เกลี่ยทางการแพทย์และสาธารณสุขที่กระจายอยู่ในทุกจังหวัดให้เป็นผู้นิเทศในการตรวจราชการกรณีปกติ ของสำนักตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข และดำเนินการจัดตั้งชมรมนักสันติวิธีสาธารณสุขขึ้น เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2552 เพื่อรองรับการทำงานในระบบเครือข่ายและดำเนินงานควบคู่ไปกับกลุ่มงานคดีทางการแพทย์ กลุ่มกฎหมาย สป. และกลุ่มงานรับเรื่องร้องเรียน

ระดับที่ 3  การพัฒนาคุณภาพ

          เมื่อมีการพัฒนากำลังคนในเรื่องการจัดการความขัดแย้ง ตามหลักสูตรที่ศูนย์สันติวิธีได้ดำเนินการมาเป็นระยะเวลานานกว่า 8 ปี มีผู้ผ่านการอบรมรวมแล้วทั้งสิ้นประมาณกว่า 1000 คน บุคลากรเหล่านี้ได้มีการประสานเชื่อมโดยงการทำงานและการส่งต่อเมื่อมีกรณีความขัดแย้งเกิดขึ้น มีการจัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยของหน่วยงานและมีการพัฒนาระบบงานการไกล่เกลี่ยเกิดขึ้นในสถาบันการแพทย์หลายแห่ง ทำให้เกิดบรรยากาศของการทำงานภายใต้สันติวัฒนธรรมและการสมานฉันท์ของเหล่าเครือข่าย และพร้อมที่จะผลักดันให้ก้าวไปสู่ในระดับองค์กรจากภายในหน่วยงานสู่ระดับองค์กรภายนอก จึงเข้าสู่ระยะที่ 3 ในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพบุคลากรที่ผ่านการอบรมใน 2 หลักสูตร เพื่อมาพัฒนาเป็นระดับวิทยากรเพื่อไปทำหน้าที่ในการให้ความรู้เบื้องต้นในเรื่องการจัดการความขัดแย้งให้กับบุคลากรของหน่วยงานตนเอง